Last updated: 19 ก.พ. 2569 | 16 จำนวนผู้เข้าชม |
1. โมเดลที่ 1: เน้นปริมาณ (Volume Model)
ลักษณะ:
ราคาจับต้องง่าย
โปรแรง
เน้นยอดขายจำนวนมาก
เหมาะกับ:
โซนมหาวิทยาลัย
ตลาดชุมชน
พื้นที่คนเดินเยอะ
ข้อดี:
เงินหมุนเร็ว
ลูกค้าเข้าร้านง่าย
ข้อเสี่ยง:
กำไรต่อบิลต่ำ
ต้องคุมต้นทุนเข้ม
แข่งราคาสูง
ร้านที่เลือกโมเดลนี้ ต้องบริหารสต๊อกเก่ง
2. โมเดลที่ 2: เน้นกำไรต่อบิลสูง (Premium Model)
ลักษณะ:
เลนส์โปรเกรสซีฟ
เลนส์เฉพาะทาง
กรอบแบรนด์
เหมาะกับ:
ทำเลห้าง
โซนหมู่บ้านระดับกลาง–บน
ย่านสำนักงาน
ข้อดี:
กำไรต่อเคสสูง
ลูกค้ามีกำลังซื้อ
ข้อเสี่ยง:
ใช้เงินทุนสูง
ถ้าทำเลไม่เหมาะ ยอดจะนิ่ง
ร้านต้องมีความเชี่ยวชาญและระบบวัดสายตาแม่น
3. โมเดลที่ 3: เน้นลูกค้าประจำ (Relationship Model)
ลักษณะ:
วัดละเอียด
บริการหลังการขายเด่น
ทำ CRM จริงจัง
รายได้เกิดจาก:
เปลี่ยนเลนส์ทุก 1–2 ปี
ครอบครัวเดียวกันใช้บริการ
การบอกต่อ
ข้อดี:
รายได้สม่ำเสมอ
ไม่ต้องแข่งราคาหนัก
ข้อท้าทาย:
ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้า
4. โมเดลที่ 4: โมเดลผสม (Hybrid Model)
ร้านส่วนใหญ่ที่อยู่รอดระยะยาว
มักใช้โมเดลผสม เช่น:
มีแพ็กเกจเริ่มต้นสำหรับดึงลูกค้า
มีเลนส์พรีเมียมสำหรับสร้างกำไร
มีระบบลูกค้าประจำสำหรับรายได้ต่อเนื่อง
โมเดลผสมช่วยกระจายความเสี่ยง
5. จะรู้ได้อย่างไรว่าโมเดลไหนเหมาะกับคุณ?
ตอบคำถามนี้ก่อน:
ทุนหมุนคุณมีเท่าไร?
ทำเลของคุณกำลังซื้อระดับไหน?
คุณมีความเชี่ยวชาญด้านไหน?
เป้าหมายคือเงินหมุนเร็ว หรือกำไรสูงต่อบิล?
อย่าเลือกโมเดลตามกระแส
ให้เลือกตามความจริงของพื้นที่และทุนคุณ
6. มุมมองจาก Grandlondon Optical
จากประสบการณ์วางระบบร้านแว่นหลายพื้นที่
ร้านที่ล้มเหลวมักไม่ได้ขาดลูกค้า
แต่ขาด “โครงสร้างรายได้ที่ชัด”
ร้านที่อยู่รอด:
รู้กำไรต่อบิลตัวเอง
รู้จุดคุ้มทุนต่อเดือน
เลือกโมเดลเหมาะกับพื้นที่
ไม่พยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน
ธุรกิจร้านแว่นไม่ใช่เรื่องโชค
แต่คือการวางระบบรายได้ตั้งแต่วันแรก
✅ สรุปแบบตรงไปตรงมา
ร้านใหม่ไม่จำเป็นต้องใหญ่
แต่ต้องชัด
ถ้าคุณทุนจำกัด → เริ่มจากโมเดลปริมาณแบบควบคุมต้นทุน
ถ้าคุณทำเลดี → พรีเมียมได้
ถ้าคุณอยากยืนระยะยาว → สร้างลูกค้าประจำ
โมเดลรายได้ที่ถูกต้อง
จะทำให้ร้านคุณไม่เหนื่อยเกินจำเป็น