Last updated: 18 ก.พ. 2569 | 19 จำนวนผู้เข้าชม |
1. เข้าใจก่อนว่า “เงินจม” คืออะไรในธุรกิจร้านแว่น
เงินจมไม่ได้แปลว่าไม่มีของขาย
แต่คือมีของเยอะเกินความจำเป็น
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
ซื้อกรอบแฟชั่น 300 ชิ้น ทั้งที่พื้นที่เล็ก
สต๊อกเลนส์ครบทุกดัชนี ทั้งที่ยอดจริงไม่ถึง
ลงทุนกรอบพรีเมียมมากเกินกำลังซื้อพื้นที่
ร้านแว่นที่ดี ไม่ใช่ร้านที่ของเยอะที่สุด
แต่คือร้านที่สต๊อก “พอดีกับยอดขายจริง”
2. หลักบริหารสต๊อก 4 ข้อที่ควรรู้
2.1 ใช้กฎ 70/30
70% = สินค้าขายประจำ (Fast Moving)
30% = สินค้าเสริมกำไรสูง
อย่าเอาสัดส่วนกลับด้าน
ไม่งั้นเงินจะค้างทันที
2.2 เริ่มจากกรอบ 150–250 ชิ้นพอ
ร้านเปิดใหม่ไม่ควรเกินนี้
เว้นแต่เป็นทำเลห้างใหญ่
กรอบเยอะเกิน = เงินจม + เลือกยาก + ภาพลักษณ์รก
2.3 เลนส์ไม่ต้องสต๊อกทุกอย่าง
ร้านใหม่ควร:
สต๊อกเฉพาะเลนส์ขายบ่อย
ที่เหลือใช้ระบบสั่งตามออเดอร์
เลนส์คือเงินก้อนใหญ่ อย่าเก็บเกินจำเป็น
2.4 วัด Turnover ทุก 3 เดือน
ถามตัวเอง:
ตัวไหนขายจริง?
ตัวไหนหมุนช้า?
ตัวไหนควรเคลียร์?
ร้านที่ไม่วิเคราะห์สต๊อก = เสี่ยงเงินจมเรื้อรัง
3. ความผิดพลาดที่ทำให้เงินจมหนัก
ซื้อของตามเซลล์เชียร์
ซื้อเพราะ “กลัวของไม่พอ”
ซื้อเพราะอยากให้ร้านดูเต็ม
ไม่มีระบบบันทึกยอดขายจริง
ธุรกิจร้านแว่นไม่ใช่ธุรกิจโชว์ของ
แต่คือธุรกิจบริหารกระแสเงินสด
4. กลยุทธ์ลดความเสี่ยงเงินจม
✔ เลือก Supplier ที่ยืดหยุ่น
มีรอบสั่งถี่
เครดิตเทอมเหมาะสม
✔ ใช้ระบบพรีออเดอร์กับเลนส์พิเศษ
✔ วิเคราะห์กำลังซื้อพื้นที่ก่อนสั่งของ
ร้านในโซนมหาวิทยาลัย ≠ ร้านในโซนหมู่บ้านหรู
สต๊อกต้องต่างกัน
5. มุมมองจาก Grandlondon Optical
จากประสบการณ์ช่วยวางระบบร้านแว่นและติดตั้งอุปกรณ์ให้หลายพื้นที่
ร้านที่อยู่รอดเกิน 3 ปี มีจุดร่วมคือ:
คุมสต๊อกตั้งแต่วันแรก
ไม่สั่งของตามอารมณ์
มีระบบวิเคราะห์ยอดขายจริง
ร้านที่เจ๊งเร็ว มักไม่ได้ขาดลูกค้า
แต่ขาดการควบคุมเงินหมุน
✅ สรุปตรง ๆ สำหรับเจ้าของร้าน
ถ้าคุณกำลังจะเปิดร้านแว่น
อย่าทุ่มเงินไปกับสต๊อกเกินจำเป็น
ให้ทุ่มกับ:
ระบบวัดสายตาที่แม่น
การตลาดพื้นที่
ประสบการณ์ลูกค้า
เงินสดคือออกซิเจนของธุรกิจ
สต๊อกคือสิ่งที่ต้องควบคุม ไม่ใช่สะสม