Last updated: 13 ก.พ. 2569 | 54 จำนวนผู้เข้าชม |
1. ตรวจสอบความพร้อมด้านความรู้
- เข้าใจพื้นฐานการวัดสายตา
- เข้าใจประเภทเลนส์และกรอบ
- รู้ขั้นตอนการสั่งเลนส์
- เข้าใจการแก้ปัญหาลูกค้า
จากประสบการณ์ที่เราดูแลผู้ประกอบการใหม่ สิ่งที่พลาดบ่อยที่สุดคือ “ไม่เข้าใจขั้นตอนหลังการขาย” ทำให้ลูกค้ากลับมาเคลมบ่อยและต้นทุนพุ่ง
2. วิเคราะห์ทำเลอย่างมีเหตุผล
ก่อนเซ็นสัญญาเช่า ต้องดู:
- จำนวนคู่แข่งในรัศมี 1–3 กม.
- กลุ่มลูกค้า (นักเรียน, พนักงานออฟฟิศ, ผู้สูงอายุ)
- กำลังซื้อในพื้นที่
ร้านในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดใช้กลยุทธ์ราคาไม่เหมือนกัน เจ้าของกิจการตัวจริงต้องวิเคราะห์พื้นที่ก่อนลงทุน
3. คำนวณงบลงทุนแบบมืออาชีพ
Checklist งบประมาณหลัก:
- ค่าเครื่องวัดสายตา
- โต๊ะวัดสายตา
- เครื่องเจียรเลนส์
- สต็อกกรอบและเลนส์
- ค่ารีโนเวทร้าน
- เงินหมุนเวียนอย่างน้อย 3–6 เดือน
4. วางระบบอุปกรณ์ให้ถูกต้อง
อุปกรณ์หลักที่ต้องมี:
- ระบบวัดสายตา
- ระบบเจียรเลนส์
- พื้นที่รับรองลูกค้า
การจัดวางผิดตำแหน่งทำให้เสียพื้นที่ทำงาน และลดความเป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้า
5. สร้างความน่าเชื่อถือ
ร้านแว่นตาเป็นธุรกิจสุขภาพ
คุณต้องมี:
- มาตรฐานการวัดสายตา
- การอธิบายผลตรวจอย่างชัดเจน
- การรับประกันสินค้า
ลูกค้าตัดสินใจจาก “ความมั่นใจ” ไม่ใช่แค่ราคา
6. วางแผนการตลาดตั้งแต่วันแรก
ในยุคออนไลน์ ร้านที่ไม่มีตัวตนบน Google เท่ากับไม่มีตัวตน
Checklist การตลาด:
- ทำ Google Business Profile
- มีเว็บไซต์ให้ข้อมูล
- ลงรีวิวจากลูกค้าจริง
- ทำคอนเทนต์ให้ความรู้
ร้านที่ติดอันดับในพื้นที่ มีโอกาสปิดการขายมากกว่าร้านที่รอ Walk-in อย่างเดียว
7. วางระบบหลังการขาย
สิ่งที่ทำให้ร้านอยู่รอดระยะยาวคือ:
- การปรับแว่นฟรี
- การดูแลลูกค้าเก่า
- การติดตามผล
ธุรกิจร้านแว่นไม่ใช่ขายครั้งเดียวจบ แต่คือการสร้างลูกค้าประจำ
มุมมองจาก Grandlondon Optical
จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาร้านแว่นทั่วประเทศ ร้านที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ร้านที่ลงทุนสูงที่สุด
แต่คือร้านที่ “เตรียมตัวครบที่สุด”
Checklist ที่ดีช่วยลดความเสี่ยง ช่วยควบคุมงบและทำให้คุณเป็นเจ้าของกิจการที่คิดเป็นระบบตั้งแต่วันแรก
สรุป
ถ้าคุณกำลังคิดจะเปิดร้านแว่นตาอย่าเริ่มจากการเลือกกรอบแว่น
ให้เริ่มจาก Checklist นี้ก่อน เพราะเจ้าของกิจการตัวจริง ต้องคิดก่อนลงทุน