Last updated: 12 ก.พ. 2569 | 33 จำนวนผู้เข้าชม |
1. เข้าใจความจริงก่อนลงทุน
ธุรกิจร้านแว่นไม่ใช่แค่ขายกรอบสวย ๆ
แต่คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “ค่าสายตาและสุขภาพตา”
ผู้ประกอบการที่ไม่มีพื้นฐาน มักพลาดตรงนี้
คิดว่าขายแฟชั่นเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วรายได้หลักมาจากเลนส์
2. เรียนพื้นฐานสายตาในระดับที่ควบคุมธุรกิจได้
แม้คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักทัศนมาตร แต่ควรเข้าใจเรื่องต่อไปนี้:
- ความหมายของ SPH / CYL / AXIS
- สายตาสั้น ยาว เอียง แตกต่างกันอย่างไร
- เลนส์ชั้นเดียว vs เลนส์โปรเกรสซีฟ
- ดัชนีเลนส์ (Index) และผลต่อความบาง
- ต้นทุนจริงของเลนส์แต่ละประเภท
หากไม่เข้าใจเรื่องนี้ คุณจะตั้งราคาผิด และกำไรจะหายโดยไม่รู้ตัว
3. วางแผนเรื่องบุคลากรให้ชัด
ในประเทศไทย การวัดสายตาควรดำเนินการโดยผู้มีความรู้และใบอนุญาตที่ถูกต้อง
หากเจ้าของร้านไม่มีพื้นฐาน ควร:
- จ้างผู้เชี่ยวชาญประจำร้าน หรือ มีพาร์ทเนอร์ที่มีพื้นฐานสายตา
ร้านที่มีผู้เชี่ยวชาญชัดเจน ลูกค้าจะตัดสินใจง่ายกว่า และสร้างความไว้วางใจได้เร็วกว่า
4. เตรียมอุปกรณ์อย่างมีระบบ
อุปกรณ์หลักที่ร้านแว่นควรมี:
- เครื่องวัดสายตา
- โต๊ะวัดสายตา
- เครื่องเจียรเลนส์
- เครื่องมือปรับแว่น
- ระบบจัดเก็บข้อมูลลูกค้า
จากประสบการณ์ในวงการ สิ่งที่ทำให้ร้านเสียเงินมากที่สุดคือ “ซื้ออุปกรณ์โดยไม่มีคำแนะนำ”
เลือกผู้จำหน่ายที่มีบริการหลังการขาย และสามารถให้คำปรึกษาธุรกิจได้ ไม่ใช่แค่ขายเครื่องแล้วจบ
5. เตรียมงบประมาณอย่างไม่ประมาท
ข้อมูลภาคสนามช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา:
- ต่างจังหวัดขนาดเล็ก 350,000 – 500,000 บาท
- อำเภอเมือง 500,000 – 800,000 บาท
- กรุงเทพฯ / ห้าง 900,000 – 1,500,000 บาท
- ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน
6. Local Marketing ตั้งแต่วันแรก
หากเปิดร้านในพื้นที่ใด ควรทำคอนเทนต์และข้อมูลให้สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น:
- ร้านแว่นตา + ชื่อจังหวัด
- วัดสายตา + ชื่ออำเภอ
- สมัคร Google Business Profile
- ลงภาพร้านจริง
- เก็บรีวิวจากลูกค้าจริง
Google ให้ความสำคัญกับร้านที่มีตัวตนและข้อมูลครบถ้วน